"ห้องเรียนกลับด้าน"
(Flipped
Classroom)
การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped
Classroom)
"ห้องเรียนกลับด้าน"
(Flipped
Classroom)
เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่
โดยให้นักเรียน "เรียนที่บ้าน-ทำการบ้านที่โรงเรียน" ปัจจุบัน กระแส
"ห้องเรียนกลับด้าน" เป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และในปีการศึกษา
พ.ศ. 2556 นี้ ชั้นเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของไทยก็จะนำแนวคิด
"ห้องเรียนกลับด้าน" มาใช้ด้วยเช่นกัน แนวคิดหลักของ
"ห้องเรียนกลับด้าน" คือ "เรียนที่บ้าน-ทำการบ้านที่โรงเรียน"
เป็นการนำสิ่งที่เดิมที่เคยทำในชั้นเรียนไปทำที่บ้าน
และนำสิ่งที่เคยถูกมอบหมายให้ทำที่บ้านมาทำในชั้นเรียนแทน โดยยึดหลักที่ว่า เวลาที่นักเรียนต้องการพบครูจริง
ๆ คือ เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
เขาไม่ได้ต้องการให้ครูอยู่ในชั้นเรียนเพื่อสอนเนื้อหาต่าง ๆ
เพราะเขาสามารถศึกษาเนื้อหานั้น ๆ ด้วยตนเอง
ถ้าครูบันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูเป็นการบ้าน
แล้วครูใช้ชั้นเรียนสำหรับชี้แนะนักเรียนให้เข้าใจแก่นความรู้จะดีกว่า ใน
"ห้องเรียนกลับด้าน" ครูจะแจกสื่อให้เด็กไปศึกษาล่วงหน้าที่บ้าน
เมื่อมาเข้าชั้นเรียนในวันรุ่งขึ้น นักเรียนจะซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ
จากนั้นก็ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยมีครูคอยให้คำแนะนำตอบข้อสงสัย
"ห้องเรียนกลับด้าน" เป็นการเข้าใกล้การจัดการเรียนการสอนแบบ
“เด็กเป็นศูนย์กลาง” (Child-center
education) มากขึ้น ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบ้านได้ด้วย
"ห้องเรียนกลับด้าน"
เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน
เป็นรูปแบบการเรียนที่มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการสอนในชั้นเรียนอย่างเต็มที่
ครูจะมีเวลาใกล้ชิดกับนักเรียนมากขึ้นแทนที่จะใช้เวลาในการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว
โดยครูมักบันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูนอกชั้นเรียนแทน ในห้องเรียนแบบเก่า
ครูจะให้นักเรียนกลับไปอ่านตำราเองที่บ้านแล้วค่อยนำเนื้อหาต่าง ๆ
ที่อ่านมาอภิปรายกันในวันถัดไป จากนั้นนักเรียนจะได้รับการบ้านที่ใช้วัดความเข้าใจต่อหัวข้อการเรียนนั้น
ๆ แต่ในการเรียนการสอนแบบ แบบ
"ห้องเรียนกลับด้าน"
นักเรียนจะเรียนรู้หัวข้อต่าง ๆ ด้วยตนเองก่อน
โดยใช้วิดิโอการสอนที่ครูเป็นผู้ทำกลับไปศึกษาเองที่บ้าน
จากนั้นในชั้นเรียนนักเรียนจะพยายามนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ในการทำงานและแก้ปัญหาต่าง
ๆ ในชั้นเรียน
ดังนั้น
งานหลักของครูคือการสอนนักเรียนเมื่อไม่เข้าใจ
มากกว่าที่จะเป็นคนบอกเล่าเนื้อหาการเรียนเพียงอย่างเดียว
การเรียนการสอนเช่นนี้ทำให้สามารถนำการจัดการเรียนรู้ตามความแตกต่างของผู้เรียน (Differentiate
Instruction)และการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based
learning : PBL) มาใช้ในชั้นเรียนได้ด้วย การเรียนการสอนแบบ
"ห้องเรียนกลับด้าน"
ทำให้ครูมีเวลาชี้แนะนักเรียนและช่วยนักเรียนสร้างสรรค์แนวคิดต่าง ๆ ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังลดจำนวนนักเรียนที่หยุดเรียนในชั้นเรียนนั้น ๆ
และช่วยเพิ่มเนื้อหาสาระจากที่นักเรียนได้เรียนรู้ด้วย หลายคนให้ความเห็นว่า
"ห้องเรียนกลับด้าน"
อาจส่งผลเสียต่อนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้นอกโรงเรียน
อย่างไรก็ตามครูหลายท่านก็แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการแจก CDs หรือเตรียม
Thumb drives ที่มีไฟล์วิดีทัศน์ให้นักเรียน
หลักการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน
1. สิ่งที่ควรทำในวันแรก ในวันแรกครูอธิบายประโยชน์ของการเรียนแบบใหม่และให้เด็กดูวิดีทัศน์อธิบายวิธีเรียนแบบนี้ในวิดีทัศน์
2.
แจ้งให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบเรื่องการเรียนแบบใหม่
ว่านักเรียนจะได้ประโยชน์อย่างไร
ผู้ปกครองอาจเป็นห่วงเรื่องผลการสอบและในช่วงแรกๆ อาจมีการต่อต้านบ้าง
แล้วจะยอมรับและชื่นชมในที่สุด
3. สอนวิธีดูและจัดการวิดีทัศน์
การฝึกทักษะการดูวิดีทัศน์ก็ทำนองเดียวกันกับการฝึกทักษะ การอ่านตำรา ครูต้องแนะนำวิธีที่ถูกต้องแก่ศิษย์
การดูวิดีทัศน์บทเรียนแตกต่างจากดูทีวีบันเทิง ในทำนองเดียวกันกับการอ่าน
หนังสือหนังสือสารคดี (non-fiction) แตกต่างจากการอ่านหนังสือนวนิยาย
(fiction) แนะนำให้ดูวิดีทัศน์แบบตั้งใจดูจริง ๆ โดยไม่มีสิ่งรบกวนสมาธิ
เช่น ไม่มีหูฟัง iPod เสียบหู ไม่เปิด Facebook ไปพร้อม
ๆ กัน ฝึกเด็กทั้งชั้นในช่วง ๒ - ๓ สัปดาห์แรกของปี ให้ดูวิดีทัศน์ด้วยกัน
ฝึกใช่ปุ่มหยุดวิดีทัศน์และชี้ประเด็นสำคัญในเรื่อง
ลองให้นักเรียนคนหนึ่งเป็นผู้ควบคุม วิดีทัศน์ ที่จะหยุดหรือย้อนกลับไปดูตอนสำคัญ
แล้วร่วมกันอภิปรายทั้งชั้นว่าหากตนเองเป็นผู้ควบคุมวิดีทัศน์ จะดีต่อตนเองอย่าง
ไร แต่ละคนดูได้เข้าใจเร็วช้าแตกต่างกันอย่างไร และการเรียนจากวิดีทัศน์ช่วยให้นักเรียน
แต่ละคนเป็นผู้มีอำนาจเหนือการเรียนของตนอย่างไร
นอกจากนั้นยังสอนวิธีจดบันทึก โดยครูแจกแบบฟอร์ม (template) สำหรับให้นักเรียนฝึกจดบันทึก จะเห็นว่า การจดบันทึกช่วยการฝึกตั้งคำถาม
และการจับประเด็นสำคัญ
4. กำหนดให้นักเรียนตั้งคำถามที่น่าสนใจ
เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้ดูวิดีทัศน์มาก่อน
ครูจึงกำหนดให้เด็กต้องมาตั้งคำถามที่ น่าสนใจในชั้นเรียน โดยต้องเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับในวิดีทัศน์
และตัวเด็กเองไม่รู้คำตอบ นักเรียนแต่ละคน ต้องตั้งคำถามมาคนละ 1 คำถามต่อวิดีทัศน์ 1 ตอน ในชั้นเรียนจะมีช่วงเวลา
“คำถามและคำตอบ” ที่สนุกสนานและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง โดยนักเรียนอาจเรียนคนเดียว
หรือเรียนเป็นกลุ่มและเป็นการทำงานร่วมกับครู เป็นช่วงเวลาที่ครูได้เรียนรู้สูงมาก
ได้มีโอกาสสังเกตความเข้าใจผิดของเด็กและแก้ไขเสียเป็นกติกาการเรียนที่ทำให้นักเรียนที่ในห้องเรียนปกติเลื่อนลอยจากการเรียน
ไม่เคยพูด ไม่เคยถาม ครูต้องมีส่วนตั้งคำถาม และช่วยกันหาคำตอบ บางคำถามครูก็ไม่รู้คำตอบ
ครูจึงได้มีโอกาสแสดงให้เด็กเห็น ว่า การไม่รู้เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือต้องปิดบัง การที่ครูได้ร่วมค้นคว้ากับเด็กทำให้เกิดความสนิทสนม
ช่วยให้เด็กกล้าถามต่อ และที่สำคัญ ช่วยให้ครูได้เรียนรู้ด้วย
ประโยชน์ของการใช้ห้องเรียนกลับด้าน
1. สอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนของตนเอง
เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง
บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป ชีวิตครูเปลี่ยนไป และพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไป
ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟัง รับคาสั่ง และรับถ่ายทอด แล้วตอบข้อสอบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้
สภาพเช่นนี้ได้ผลต่อเด็กส่วนน้อย เด็กอีกจานวนหนึ่งหมดความสนใจ
และหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้ แต่ในห้องเรียนแบบ กลับทางและเรียนให้รู้จริง
นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง การเรียนไม่ใช่สิ่งที่กระทาต่อนักเรียน
แต่กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทา
และจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป เมื่อกลับทางห้องเรียนในช่วงแรก เด็กอาจไม่คุ้น
และอาจต่อต้าน แต่เมื่อดาเนินการไประยะหนึ่ง เด็กจะเห็นคุณค่า
และจะเปลี่ยนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนอย่างขมีขมัน
2. ทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย
เมื่อผู้เขียนทั้งสองเริ่มห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง
ทั้งสองไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อดาเนินการ
จึงพบว่าเป็นวิธีทาให้การเรียนเป็นกิจกรรมเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน
ที่มีกิจกรรมเรียนรู้แตกต่างกันในห้องเรียนเดียวกันเวลาเดียวกัน และเด็กแต่ละคนเรียนด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกัน
และครูก็ดูแลเด็กด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกันได้
โดยมีมาตรฐานขั้นต่าไว้กากับเด็กที่เรียนช้าและไม่ถนัดในวิชานั้น
นักเรียนที่มีความถนัดและตั้งใจเรียนต่อทางใดทางหนึ่งก็จะได้รับการ
ส่งเสริมให้เอาดีด้านนั้นยิ่งๆ ขึ้น
3. การเรียนรู้เป็นศูนย์กลางของห้องเรียน
ในห้องเรียนแบบเก่า
ครูเป็นจุดสนใจของห้องเรียน
แต่ในห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริงจุดสนใจอยู่ที่สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้
หรือยังไม่รู้ ในห้องเรียนแบบนี้
นักเรียนมาเข้าห้องเรียนพร้อมกับเป้าหมายของการเรียนรู้ ครูเป็นผู้จัดสิ่งของห้องเรียนและสิ่งอานวยความสะดวกต่อการเรียน
รวมทั้งช่วยแนะนาให้นักเรียนวางแผนการเรียนรู้ของตน
ห้องเรียนเปลี่ยนจากที่รับถ่ายทอด (ความรู้) มาเป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน
เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อแสดงว่าตนได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่างรู้จริง นักเรียนอยู่ในสภาพเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้
ไม่ใช่เพียงผู้รับถ่ายทอดสาระ ผู้เขียนทั้งสองเปลี่ยนชื่อห้องเรียน (classroom) เป็น พื้นที่สาหรับการเรียนรู้ (learning space)
4. การเรียนรู้แบบกลับทางและเรียนให้รู้จริงให้บริการ
feedback แก่เด็กในทันที และลดเอกสารที่ครูต้องทำ
การประเมินอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อ feedback แก่เด็กในทันทีที่เด็กทากิจกรรมในห้องเรียน
ช่วยให้เด็กได้รู้ความก้าวหน้าในการเรียนของตนทันที
และครูก็ไม่ต้องตรวจการบ้านกองโต นักเรียนจะเอาชิ้นผลงานมาคุยกับครู
เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และประเด็นหลักของการเรียน ครูจะตรวจสอบความเข้าใจ
และความเข้าใจผิดของเด็กไปพร้อม ๆ กัน ครูให้คะแนนได้ในชั่วโมงเรียน
และสามารถปรึกษาหรือวางแผนการเรียนที่จาเป็นขั้นต่อไปเพื่อช่วยให้เข้าใจชัดขึ้น
หรือเพื่อขจัดความเข้าใจผิด เด็กที่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว และแสดงความหัวไวในเรื่องนั้น
ครูก็สามารถพูดคุยเพื่อร่วมกันวางแผนการเรียนขั้นต่อไป เพื่อให้ท้าทายยิ่งขึ้น
เข้าใจได้ลึกและมีมุมมองที่กว้างและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น
มีคอมพิวเตอร์ทดสอบความเข้าใจบทเรียนให้นักเรียนสอบเอง แล้วได้รับคะแนนสอบในทันที
นักเรียนกับครูสามารถทบทวนคาตอบร่วมกันเพื่อทาความเข้าใจ ครูจะเห็นประเด็นที่นักเรียนมีความเข้าใจผิดซ้ำ
ๆ กันหลายคน และนามาปรับปรุงบทเรียนของตนได้ และนามาใช้ออกแบบการเรียนซ่อมได้ จุดสำคัญของวิธีการเรียนแบบใหม่คือ
นักเรียนจะมีความรู้เรื่องนั้นถูกต้องและเพียงพอสาหรับเป็นพื้นความรู้สู่บทเรียนต่อไป
5. การเรียนแบบรู้จริง ช่วยให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนเสริม
ในชั้นเรียนตามปกติ
มีนักเรียนบางคนไม่ผ่านการทดสอบในรอบแรก ซึ่งหากเป็นชั้นเรียนตามปกติ
การสอนก็ดาเนินต่อไป และนักเรียนที่เรียนไม่ทันก็จะค่อยๆ ล้าหลังยิ่งขึ้นๆ
จนเบื่อเรียน แต่ในห้องเรียนแบบรู้จริง นักเรียนจะเรียนเรื่องเดิมใหม่
จนกว่าจะรู้จริง และครูก็จะรู้ว่าจะต้องช่วยเหลือนักเรียนคนใด ในเรื่องใด
คือครูเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายคน
เมื่อนักเรียนที่เรียนอ่อนเหล่านี้ได้แก้ความเข้าใจผิดของตน
ก็จะสามารถเรียนบทเรียนต่อไปได้คล่องแคล่วขึ้น
6. การเรียนแบบรู้จริงเปิดช่องให้นักเรียนเรียนรู้สาระด้วยหลากหลายวิธี
ใช้ทฤษฎี UDL (Universal Design for
Learning)ในการจัดการเรียนรู้
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนด้วยวิธีที่ตนถนัดที่สุด
เช่นบางคนชอบเรียนจากวิดีทัศน์ บางคนชอบเรียนจากตาราเรียน บางคนชอบค้นจากอินเทอร์เน็ต
เป็นต้น ครูก็ส่งเสริม ทาให้เด็กรู้สึกมีอิสระ
และรู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องของตนเอง เป็นความรับผิดชอบของตนเอง
การเปิดอิสระให้เด็กได้เลือกวิธีเรียนนี้
ช่วยให้เด็กค้นพบวิธีเรียนที่ให้ผลดีที่สุดต่อตนเอง
คือได้ฝึกทักษะการเรียนรู้นั่นเอง เมื่อเปิดอิสระเช่นนี้
นักเรียนจะทดลองวิธีการต่างๆ หลากหลายแบบ บางคนชอบเรียนไปก่อนล่วงหน้า
บางคนชอบทาแบบฝึกหัด บางคนชอบทาแลบ ก็ได้เรียนตามแบบที่ตนชอบ
7. การเรียนแบบรู้จริงเปิดช่องให้นักเรียนแสดงภูมิรู้ได้หลากหลายแบบ
การสอบแบบเดิมก็เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่วิธีการทดสอบภูมิรู้ที่เหมาะต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
นักเรียนบางคนอาจแสดงความรู้ความเข้าใจได้ดีโดยการตอบข้อสอบตามปกติ
แต่บางคนอาจแสดงความเข้าใจได้ดีกว่า โดยการอภิปรายด้วยวาจากับครู
หรือบางคนชอบการทดสอบโดยนาเสนอด้วย PowerPoint หรือบางคนอาจเขียนเรียงความอธิบายความเข้าใจ
ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ
มีนักเรียนขอทาวิดีโอเกมเพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจวิชาของตน และเมื่อครูอนุญาต
นักเรียนก็ทาให้ครูแปลกใจในความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของนักเรียนคนนี้
8. การเรียนแบบรู้จริงเปลี่ยนบทบาทของครู
ครูได้ใช้เวลาให้เกิดคุณค่าต่อศิษย์มากที่สุด
เพื่อช่วยให้เวลาในห้องเรียนเป็นเวลาที่ศิษย์เกิดการเรียนรู้แบบรู้จริง
9. การเรียนแบบรู้จริงช่วยให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการเรียน
ไม่ใช่รับจ้างมาโรงเรียน
โดยทั่วไป นักเรียนมาโรงเรียนโดยหวังได้เกรด
ผ่านการท่องจาเนื้อวิชา ไม่ใช่หวังได้เรียนรู้
นักเรียนในชั้นเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง
จะเริ่มต้นด้วยความไม่พอใจวิธีเรียนแบบใหม่ที่ไม่ถ่ายทอดวิชาให้โดยตรง
แต่ในที่สุดเด็กเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเด็กที่มีทักษะแห่ง “นักเรียนรู้”
10. วิธีเรียนแบบรู้จริงจัดซาง่าย ขยายขนาดชั นเรียนง่าย
และจัดให้เหมาะต่อเด็กเป็นรายคนได้ง่าย
ห้องเรียนแบบนี้เริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านนอก
ที่เป็นโรงเรียนเล็ก ไม่มีเครื่องมือครบครัน และเริ่มต้นที่ชั้นเรียนเคมี
ซึ่งถือเป็นวิชาอันตราย ที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อเด็ก
แต่ก็ทาได้สาเร็จในโรงเรียนบ้านนอก
11. วิธีเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริงช่วยเพิ่มเวลาพบหน้าระหว่างครูกับ
ศิษย์
เมื่อเริ่มการเรียนวิธีนี้
ผู้ปกครองเด็กบางคนเป็นห่วงว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์จะลดลง
ซึ่งในทางเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ครูกับนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น
และเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของศิษย์มากขึ้น
ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น และความเครียดลดลง
เพราะเด็กเข้าถึงเนื้อหาได้เมื่อต้องการ ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน และ ๗ วันต่อสัปดาห์
12. การเรียนแบบรู้จริงช่วยให้นักเรียนทุกคนอยู่กับการเรียน
หลักการเรียนแบบ brain-based มีว่า “สมองที่พัฒนา คือสมองของคนที่กาลังทางาน” ในห้องเรียนแบบเดิม ผู้ที่ทางานคือครู
แต่ในห้องเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง ผู้ทางานคือนักเรียน
13. การเรียนแบบรู้จริงทาให้การลงมือทาเป็นการเรียนแบบที่เหมาะต่อเด็กแต่ละคน
ในการเรียนแบบเดิม การเรียนในห้องปฏิบัติการทาเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
และทำพร้อม ๆ กัน ซึ่งดูเสมือนว่าเป็นชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพมาก
แต่เมื่อมองจากมุมของการเรียนรู้ของเด็ก การเรียนรู้แบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง
ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบที่เหมาะต่อเด็กแต่ละคน
ในชั้นเรียนวิชาเคมีของผู้เขียนหนังสือ ครูใช้เวลาช่วงแรกอธิบายเรื่องข้อพึงระวังด้านความปลอดภัย
แล้วปล่อยให้นักเรียนทดลองทางห้องปฏิบัติการด้วยตนเอง
โดยครูคอยช่วยเหลือแนะนาเป็นรายคน
